บทความ เทคนิค การหางาน สมัครงาน สัมภาษณ์งาน การทำงาน

สมัครงานทางอินเตอร์เน็ต

สมัครงานทางอินเตอร์เน็ต

การสมัครงานทางอินเตอร์เน็ตมี 3 แบบ

1. สมัครผ่านเว็บไซต์จัดหางาน

ปัจจุบันนี้มีบริการนี้เพิ่มขึ้นมากมาย เช่น 
www.jobdb.com,  www.jobthai.com, www.nationejobs.com, www.jobtopgun.com 

ซึ่งส่วนใหญ่ไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ จากผู้สมัครทั้งสิ้น  แต่อาจเรียกเก็บค่าบริการจากนายจ้าง  ในกรณีสมัครเป็นสมาชิกเพื่อใช้สิทธิ์เข้าไปค้นใบสมัครตำแหน่งที่ต้องการในฐานข้อมูลของเว็บไซต์

คุณสามารถเข้าไปลงทะเบียนสมัครเป็นสมาชิกประเภท  Job Seeker  หรือ Employee ของเว็บไซต์ได้  โดยจะได้รับ User Name  พร้อม  Password เพื่อป้อนเข้าสู่ระบบได้ทันที  หลังจากนั้นก็เริ่มสร้าง Resume ส่วนตัว  ไม่ยุ่งยากเลย เพียงแต่คีย์ข้อมูลส่วนตัวลงไปในช่องต่างๆ จนครบเท่านั้น  Resume ส่วนตัวของคุณก็จะถูกเก็บไว้เป็นหลักฐานข้อมูลเพื่อให้นายจ้างเข้ามาค้นหาดูได้  และคุณยังสามารถค้นหาตำแหน่งงานที่ต้องการสมัครได้อีกด้วย  เมื่อค้นเจอและต้องการสมัคร  แค่คลิกส่งตามขั้นตอนของแต่ละเว็บไซต์  Resume ของคุณก็จะถูกส่งไปเก็บไว้ในฐานข้อมูลของบริษัทนั้นๆ เพื่อให้บริษัทเข้ามาเปิดดูและนำไปพิจารณา

เพื่อสร้างโอกาสให้กับตัวเองมากที่สุด  คุณควรเข้าไปลงทะเบียนและสร้าง Resume เก็บไว้หลายเว็บไซต์  เพราะแต่ละเว็บไซต์  จะมีบริษัทที่ใช้บริการลงประกาศรับสมัครงานแตกต่างกัน  คุณจึงไม่ควรทิ้งโอกาสดีๆ เหล่านี้ 

เหมือนกับการขายของนั่นแหละ  โฆษณาเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายมากเท่าไหร่  ยอดขายก็เพิ่มมากขึ้นเท่านั้น


มีบางคนบ่นเข้าหูมาว่า  ลงทะเบียนไว้หลายเว็บ  แต่พอจะเข้าระบบมีปัญญาทุกครั้ง  เพราะคีย์ Password ผิด  การป้องกันปัญหานี้ง่ายมาก ด้วยการใช้ User Name  และ  Password  เดียวกันทุกเว็บกันดีกว่าไหม  ง่ายดี  ไม่สับสน  หรือถ้าอยากใช้หลายๆ ชื่อ  คงต้องจดใส่สมุดบันทึกกันลืมกันแล้วละ

เมื่อคุณเข้าไปสร้าง Resume  เก็บไว้แล้ว  อย่าลืมแวะเวียนเข้าไปเช็คบ้าง  บางบริษัทอาจจะนัดสัมภาษณ์คุณ  ด้วยการส่งจดหมายกลับมายังเว็บนั้น  ที่สำคัญ  หากคุณมีข้อมูลที่เปลี่ยนแปลงจากเดิม  เช่น  หมายเลขโทรศัพท์  หรือที่อยู่  ต้องรีบเข้าไปแก้ไขทันที  เพื่อให้ Resume ของคุณสมบูรณ์  เป็นปัจจุบันมากที่สุด  จะได้ไม่พลาดการติดต่อ...


ข้อดีของการสมัครงานทางอินเตอร์เน็ตคือ  สะดวกและรวดเร็ว  นายจ้างเองก็สะดวกในการพิจารณาใบสมัครทุกใบที่มีรูปแบบเหมือนกัน  ง่ายต่อการเปรียบเทียบคุณสมบัติต่างๆ ของผู้สมัครแต่ละตำแหน่ง  ผู้สมัครเองก็สะดวก  แค่เข้าไปสร้าง Resume เก็บไว้ครั้งเดียวก็สามารถส่งไปสมัครงานได้หลายบริษัท


2. สมัครงานด้วยการส่งอีเมล์ถึงบริษัทโดยตรง

ช่องทางนี้  ใช้สำหรับผู้ไม่ต้องการหรือขี้เกียจนั่งคีย์ข้อมูลลงในฐานข้อมูลของเว็บไซต์หางาน  แต่ต้องการส่งจดหมายและ Resume ที่ทำขึ้นเองไปยังบริษัทโดยตรง  สามารถทำได้ค่ะ  ด้วยการค้นหาตำแหน่งงานที่สนใจในเว็บไซต์หางานทั่วไป  คลิกเข้าไปดูรายละเอียดตำแหน่งงานบริษัท  จด E-mail Address ไว้เพื่อส่งใบสมัครไปยังบริษัท หรือคุณอาจเจอตำแหน่งที่น่าสนใจในหนังสือหางานต่างๆ ก็สามารถจด E-mail Address แล้วใช้ส่งวิธีนี้ได้เหมือนกัน

การสมัครงานวิธีนี้  ทำให้นายจ้างรู้จักคุณได้มากกว่าวิธีแรก  เพราะสามารถแนบไฟล์ (Attach  File)  เพื่อประกอบการพิจารณาได้ตามความต้องการของคุณ  เมื่อมีข้อดีอย่างนี้  ข้อควรระวังต่างๆ ก็มีมากเช่นกันอย่างแรก  ชื่ออีเมล์ที่ส่ง (Subject)  ควรตั้งเป็นชื่อ

ตำแหน่งที่ต้องการสมัคร  เช่น  “สมัครงานตำแหน่งเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์”  หรือ  “Apply for Public Relation Position” เป็นต้น  เพราะใบสมัครที่เข้าไปยังบริษัทในแต่ละวัน  การันตีได้เลยว่า  ไม่ใช่มีของคุณคนเดียว  และไม่ใช่แค่ตำแหน่งเดียวด้วย  บางบริษัท 1 วันมาเป็นร้อยเป็นพันฉบับ


คุณจะไม่พลาดตั้งแต่แรก  ถ้าตั้งชื่ออีเมล์เป็นชื่อตำแหน่ง  จะป้องกันการตกหล่นสูญหายจากระบบ  ในกรณีที่บริษัทคัดแยกใบสมัครลงโฟลเดอร์ (Folder) จะด้วยระบบคอมพิวเตอร์หรือระบบคนพิวเตอร์ก็อีเมล์ก็ตามแต่  ส่วนใหญ่การแยกหมวดหมู่ใบสมัครมักอ้างอิงตามชื่อตำแหน่ง

เป็นหลักในการจัดเก็บ  ถ้าส่งไปโดยไม่ตั้งชื่ออีเมล์เป็นชื่อตำแหน่ง  เจ้าหน้าที่จะต้องเสียเวลาคลิกเข้าไปดูใบสมัครของคุณก่อน  ถึงจะรู้ว่าสมัครตำแหน่งอะไร  ถ้าเขาขยันคลิกก็นับเป็นผลบุญที่คุณเพียรทำไว้แต่ชาติปางก่อน  แต่ถ้าเกิดขี้เกียจคลิกเมาส์ซ้าย  แล้วพาลคลิกเมาส์ขวา  กด  Delete  ส่งใบสมัครของคุณลง  Recycle Bin นี่สิ  น่าเศร้า  หมดสภาพตั้งแต่ยังไม่ออกสตาร์ท....น่าเสียดายจริงๆ


สำหรับไฟล์ที่แนบ  (Attach File)  เป็นเอกสารประกอบการพิจารณาไปกับเมล์  ควรมีแค่ 1 หรือ 2 ไฟล์  (ถ้าเป็นไปได้)  นั่นคือจดหมายนำและ  Resume แค่นี้นับว่าเพียงพอแล้วละในการพิจารณาเบื้องต้น  ไม่ยุ่งยากในการคลิกดู  บางคนแนบมา 4 – 5 ไฟล์  กว่าจะดูเอกสารประกอบครบเสียเวลาไปหลายนาที (ไม่รู้คุ้มหรือเปล่า  ถ้าคุณสมบัติไม่ได้เรื่องอีกต่างหาก)  แถมบางคนขยันแนบเอกสารที่ไม่จำเป็นในการพิจารณาเบื้องต้นไปอีกเพียบ  เช่น  แสกนบัตรประชาชน  สำเนาทะเบียนบ้าน  ใบผ่านงาน  ใบรับรองยกเว้นการเกณฑ์ทหาร  และที่เด็ดที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาคือ  ใบสูติบัตรหรือใบแจ้งเกิดนั่นเอง  เอาเข้าไปนั่น  เปิดเข้าไปเห็นแล้วงงไม่หาย  จะส่งมาทำไม?  บอกอีกกี่ครั้ง  นี่แค่พิจารณาเบื้องต้น  ถ้าผ่านเรียกสัมภาษณ์เมื่อไหร่  เมื่อนั้นแหละที่คุณสามารถนำเอกสารประกอบมาได้ตามใจต้องการ  ไม่มีใครว่าอะไรแน่นอน


อุปสรรคของการส่งไฟล์ประกอบที่เป็นรูปภาพคือเสียเวลาในการโหลด  บางคนแสกนภาพมาด้วยพิกเซลที่สูงเกินพิกัด  คุณที่อ่านถึงตรงนี้อาจมีคำถามเกิดขึ้นในใจ ในเมื่อรู้ว่าเป็นไฟล์อะไร  แล้วเปิดเข้าไปดูทำไม?  ทำไมนะหรือ  มันไม่มีชื่อไฟล์นะซิ  บางไฟล์ใช้ชื่อ  001,____? เป็นต้น  จนปัญญาจริงๆ  เปิดไปพลาง  โมโหไปพลาง  เกิดไปเจอเจ้าหน้าที่ขี้รำคาญเข้า มีหวังใบสมัครโดนลอยแพเกลื่อนแน่  อุตส่าห์หวังดี  คิดเผื่อว่าบางคนอาจจะแสกนจดหมายนำกับ Resume  มาเป็นไฟล์ภาพ  เลยไม่อยากให้เสียโอกาสในการได้งาน


การตั้งชื่อไฟล์ที่แนบประกอบอย่างจดหมายนำและ Resume  สำคัญไม่แพ้การตั้งชื่อเมล์เลย  เมื่อบริษัทเปิดไฟล์พิจารณาใบสมัครแล้ว  เกิดสนใจ  เข้าตา  ไฟล์นั้นจะถูกนำไปเก็บไว้ในอีกโฟลเดอร์หนึ่งทันที  ชื่อไฟล์จึงควรมีทั้งชื่อผู้สมัครและตำแหน่งที่สมัครอยู่ด้วยกัน  เช่น  “เจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ – นางสาวหางาน  ไม่เคยพลาด”  การตั้งชื่อไฟล์แบบนี้นอกจากอำนวยความสะดวกให้กับบริษัทแล้ว  ตัวคุณเองก็ได้รับประโยชน์เช่นกัน  หากไฟล์นี้ตกหล่นไปอยู่ที่ใด  จะสามารถเรียกมาเก็บไว้ในโฟลเดอร์ตำแหน่ง  “เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์” ได้....ไม่มีพลาดสมนามสกุลแน่นอน


ไฟล์จดหมายนำและ Resume ที่แนบ ควรอยู่ในรูปเอกสาร Microsoft  Word ซึ่งเป็นโปรแกรมสากลที่ทุกบริษัทใช้กัน  เอื้อสำหรับการเปิดอ่านและพิมพ์มากที่สุด  ใน Resume ควรมีรูปถ่ายอยู่ด้วย  เพื่อประโยชน์สำหรับการพิจารณาในบางตำแหน่ง  แค่แสกน  วางลงใน  Resume ไม่จำเป็นต้องแนบไปอีกไฟล์

ถ้าไม่มีจดหมายนำ  คุณต้องแจ้งตำแหน่งที่สมัครไว้ใน Resume หลายคนพลาดตรงจุดนี้  ส่งมาแค่  Resume  อย่างเดียว  โดยไม่ระบุตำแหน่งที่ต้องการสมัคร  หากคุณจบในสาขาที่ก้ำกึ่ง  เจ้าหน้าที่เองก็ไม่สามารถตัดสินใจแทนคุณได้  ไม่รู้จะเก็บไว้ในโฟลเดอร์ชื่ออะไร  อยากช่วยใจจะขาด  แต่เดาใจไม่ถูกจริงๆ........

 

3. สมัครผ่านเว็บไซต์ของบริษัท

ทุกวันนี้  มีหลายบริษัทใช้ช่องทางนี้กันมากขึ้น  เช่น  เทเลคอมเอเชีย  แลนด์แอนด์เฮาส์  ซีเมนต์  7-Eleven  จากเมื่อก่อน  มีแค่ประกาศตำแหน่งงานว่าง  แจ้งให้ผู้สมัครทราบในเว็บไซต์เท่านั้น  หากสนใจต้องส่งไปสมัครไปทางไปรษณีย์หรือทางอีเมล์ 

ในปัจจุบันแต่ละบริษัทเริ่มมีฐานข้อมูลของผู้สมัครงานเก็บไว้ในเว็บไซต์ของของตัวเองมากขึ้น  โดยมีช่องให้ผู้สมัครคีย์ข้อมูลส่วนตัวเข้าไปเหมือนกับการสร้าง Resume ในเว็บไซต์หางานทั่วไป ทำตามขั้นตอนไปเรื่อยๆ จนเสร็จสิ้น  ข้อมูลของคุณจะถูกส่งไปเก็บไว้ในฐานข้อมูลของบริษัทโดยตรง  เพื่อรอการพิจารณาต่อไป

ส่วนใหญ่ผู้สมัครด้วยวิธีนี้ทราบข่าวประกาศรับสมัครงานของบริษัทนั้นๆ มาก่อน จากช่องทางใดก็แล้วแต่  เมื่อสนใจจึงต้องการเข้าไปศึกษาข้อมูลเกี่ยวบริษัท  ทั้งประวัติ  ผู้บริหาร  โครงสร้างขององค์กร  รูปแบบธุรกิจ  สินค้าและบริการ  รวมทั้งผลประกอบการเพื่อเป็นข้อมูล แล้วบังเอิญได้พบว่ามีการสมัครผ่านเว็บไซต์จึงตัดสินใจสมัคร

การสมัครด้วยวิธีนี้  มีข้อดีที่คุณสามารถศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับบริษัททุกแง่ทุกมุมได้ก่อนการตัดสินใจสมัคร  เป็นสิ่งดีที่คุณจะนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้ประโยชน์ในการสัมภาษณ์งาน  กรณีที่คุณได้รับเลือกให้เข้ารับการสัมภาษณ์  แต่ฉันมักได้ยินคนบางคนบ่นไม่ชอบการสมัครงานแบบนี้เท่าไหร่  เพราะต้องคีย์ข้อมูลใหม่ทุกครั้งเมื่อต้องการสมัครกับแต่ละบริษัท  อยากสมัคร 10 บริษัท  ก็ต้องคีย์ข้อมูลใหม่ซ้ำๆ น่าเบื่อถึง 10 ครั้ง  แถมบางทีคีย์ข้อมูลเข้าไปเกือบเรียบร้อยแล้ว  ระบบเกิดมีปัญหาดื้อๆ  ซะอย่างนั้น  จะคีย์ใหม่ก็ขี้เกียจ  เลยกลับไปคลิกไปส่ง  Resume  ในเว็บไซต์สมัครงานแบบเดิมดีกว่า  ง่ายดี  ไม่เสียเวลา  ได้ครั้งละหลายๆ บริษัท  ข้อเสียอีกอย่างที่รู้มา.....บางบริษัทมักไม่อัพเดทส่วนนี้เลย  ประกาศไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว  ปีนี้ก็ยังไม่เปลี่ยน  ทำให้ผู้สมัครไม่รู้ว่า  ตำแหน่งที่บอกว่าว่างนั้นปัจจุบันยังว่างอยู่หรือเปล่า?

แล้วแต่ค่ะ  ว่าคุณชอบ  สะดวก  และถนัดแบบไหนเมื่อเทคโนโลยีถูกพัฒนามาให้เราได้ใช้เพื่อความสะดวกและรวดเร็วในการส่งข้อมูลในชีวิตประจำวันก็น่าลองใช้ดูนะ  ถ้ามันจะเป็นอีกเครื่องมือหนึ่ง  ที่ช่วยให้การสมัครงานของคุณง่ายขึ้นกว่าเดิม  แถมมีประสิทธิภาพมากกว่าด้วย

ที่ผ่านมาคือช่องทางทั้งหมดที่คุณสามารถสมัครงานได้  ข้อดี-ข้อด้อย  และรายละเอียดปลีกย่อยก็แตกต่างกันไป  ขึ้นอยู่กับคุณแล้วละว่า....จะถนัดและคิดว่าช่องทางไหนเหมาะกับตัวคุณ  ไม่แนะนำให้เลือกเพียงช่องทางเดียว  เพราะว่าจะเสียโอกาสนำเสนอความสามารถของตัวเองให้กับนายจ้างในอนาคตของคุณไป


เมื่อการโฆษณาสินค้าในปัจจุบันได้พัฒนาไปถึงการใช้สื่อแบบบูรณาการ  หรือการใช้สื่อแบบครบวงจร  ทำให้การโฆษณานั้นเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้นแล้ว คุณเองก็เหมือนกัน  ถ้าต้องการให้ใบสมัครของคุณเข้าถึงกลุ่ม (นายจ้าง)  เป้าหมายมากที่สุด  ช่องทางสมัครงานแบบบูรณาการ....ก็น่าจะช่วยคุณได้ไม่น้อย

 

**************************************


“สมุดบันทึกการสมัครงาน”  คัมภีร์ประจำตัว.....


เมื่อคุณได้ลงสนามหางานจริง และเลือกใช้ช่องทางต่างๆ เพื่อสมัครงานตามที่ต้องการแล้ว  สิ่งที่ขอแนะนำอีกอย่างให้คุณมีไว้คือ  สมุดบันทึกการสมัครงาน  ถ้าคุณไม่มีสมุดเปล่า  อาจต้องหาซื้อมาสักเล่ม  ไม่ต้องใหญ่หรือหนามาก  เพราะคุณคงไม่ใช้เวลาในการหางานมากนักหรอก  (ถ้าคุณอ่านหนังสือเล่มนี้จบ)


“สมุดบันทึกการสมัครงาน”  เป็นเหมือนคัมภีร์ที่ติดตัวคุณไปทุกที่ที่เกี่ยวข้องกับการสมัครงาน  ข้อมูลหลักๆ ในนั้นคือ 


- ตารางการสมัครงาน  : ตำแหน่งงาน  บริษัท  ช่องทาง  และวันที่คุณสมัคร
- ตารางการนัดสัมภาษณ์งาน  :  ตำแหน่งงาน  บริษัท  เวลานัดหมาย  สถานที่  ชื่อผู้ติดต่อ  หมายเลขโทรศัพท์ติดต่อกลับ  และวันที่คุณได้รับการนัดหมาย
- ตารางการสัมภาษณ์งาน  :  ตำแหน่งงาน  บริษัท  เวลานัดหมาย  สถานที่  ชื่อผู้ติดต่อกลับ  เงินเดือนที่ต่อรองไว้  และวันเวลาที่คุณไปสัมภาษณ์งาน
- รายชื่อ  ที่อยู่  หมายเลขโทรศัพท์  E-mail  Address  ของบริษัทที่คุณสนใจสมัครงาน  แต่ยังไม่ได้สมัคร
- ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่างๆ เกี่ยวกับการสมัครงานที่คุณได้รับทราบมา  ไม่ว่าจาก Campus  Visit  คู่มือการหางาน  อินเทอร์เน็ต  หรือบุคคลอื่นๆ  เขียนไว้เป็นหมวดหมู่  เปิดหาง่ายเมื่อต้องการใช้

คัมภีร์เล่มนี้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการสมัครงานของคุณไว้หมด คุณสมบัติคงไม่ยิ่งหย่อนกว่า  Smart  Card  มากนัก......อยากใช้ข้อมูลอะไร  มันจะเรียงหน้าสลอนออกมาให้คุณเห็น  คุณจะรู้ว่าได้สมัครงานที่ไหนไว้บ้าง  เมื่อถูกเรียกสัมภาษณ์  จะได้ไม่งงและสับสนว่าบริษัทไหน  ตำแหน่งอะไร  เมื่อไหร่  เชื่อเถอะ  ถึงเวลานั้นคุณสมัครไปแล้วไม่น้อยกว่า 20 บริษัท แน่นอน  ซึ่งถ้าไม่ได้จดไว้  รับรองไก่ตาแตกเป็นอย่างไร  วันนั้นคุณจะได้รู้จักเสียที.....

“สมุดบันทึกการสมัครงาน”  ควรเก็บไว้ในแฟ้มเดียวกับหลักฐานประกอบอื่นๆ  ที่คุณต้องนำติดตัวเสมอเมื่อไปสมัครงาน 

สรุปแล้วในแฟ้มมหัศจรรย์นี้ต้องมี  หลักฐานประกอบการสมัครงานที่ถ่ายเอกสารไว้คลิปรวมเป็นชุด  ใบสมัครงานต้นแบบ  รูปถ่าย  เครื่องเขียน  และพระเอกของเรา  “สมุดบันทึกการสมัครงาน”  เช็คดูให้แน่ใจว่า  ทุกอย่างในแฟ้มอยู่ครบก่อนออกปฏิบัติการ  แฟ้มนี้ไม่ใช่กระเป๋าโดเรมอนที่โนบิตะอย่างคุณจะนั่งไทม์แมชีนกลับไปหยิบของที่ลืมได้ง่ายๆ


เมื่อพร้อมอย่างนี้แล้ว  คุณจะรู้สึกอุ่นใจ  มั่นใจมากขึ้นทุกครั้งที่ต้องออกลุยภาคสนาม ในขณะที่โอกาส “พลาด” ของคุณกลับน้อยลง

 
ข้อมูลอ้างอิงจาก
กลยุทธ์เด็ด คว้างานดี ชีวิตนี้ไม่มีเตะฝุ่น โดย ปนัฎดา สังข์แก้ว
http://www.tlcthai.com

  จะเริ่มสมัครงานช่วงไหนดี ? : การหางาน
  มนุษยสัมพันธ์ในการทำงาน : การทำงาน
  สมัครงานทางอินเตอร์เน็ต : การสมัครงาน
  10 วิธีขอขึ้นเงินเดือน (ให้เวิร์ค) : การทำงาน
  จะจัดการอย่างไร กับเจ้านายจู้จี้ จุกจิก น่าเบื่อ : การทำงาน
  มนุษยสัมพันธ์ สิ่งที่ขาดไม่ได้ในการทำงาน : การทำงาน
  เทคนิคการต่อรองเงินเดือน (ตอนสัมภาษณ์งาน) : การสัมภาษณ์งาน
  หางานได้จากที่ไหน ? : การหางาน
  10 คำถามสัมภาษณ์งานสุดโหด : การสัมภาษณ์งาน
  คุณเองก็มีสิทธ์เลือกงาน : การหางาน
  ทำไงดี หากมีเพื่อนร่วมงานแย่ๆ : การทำงาน
  เปลี่ยนงานใหม่อย่างไรไม่ให้พลาด : การสมัครงาน
ดูบทความทั้งหมด